admin

by

ปิดท้ายกีฬาเอ็กซ์ตรีม (Extreme Sport) กันด้วยกีฬาทางอากาศที่เรียกว่า วิงสูทฟลายอิ้ง (Wingsuit Flying) กันดีกว่าครับ จุดเด่นของกีฬาชนิดนี้ก็คือนักกีฬาจะต้องสวมชุดวิงสูทไว้ก่อนร่มชูชีพ จากนั้นก็กระโดดลงจากที่สูง ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ ยอดตึก หรือหน้าผา ตามแต่จะเลือกสรร โดยชุดดังกล่าวจะทำหน้าที่ประคองตัวผู้เล่นให้ร่อนถลาไปตามสายลมจนกระทั่งความสูงลดระดับลงพอสมควรแล้วนักกีฬาจึงกระตุกร่มชูชีพให้กางออก และร่อนลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล ชุดวิงสูทนี้ให้ความรู้สึกราวกับตัวเราเองได้กลายร่างเป็นนกไปแล้วจริง ๆ ยังไงยังงั้นเลยทีเดียวเชียว ผู้เขียนเห็นการเล่นวิงสูทฟลายอิ้งเป็นครั้งแรกจากภาพยนต์เรื่องมิสเตอร์แอนด์มิสซิสสมิทธ์ (Mr. & Mrs. Smith) ซึ่งนำแสดงโดยแบรด พิตต์ กับแองเจลิน่า โจลี่ จำได้ว่าตอนที่เห็นนั้นมีความรู้สึกเหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าคนจะบินได้อย่างที่เห็นในหนัง คิดว่าเขาคงใช้เทคนิคอะไรในการถ่ายทำมากกว่า แต่พอไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงหายโง่ ว่าที่แท้มันเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมชนิดหนึ่งนั่นเอง กีฬาวิงสูทฟลายอิ้ง ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1990 ชุดวิงสูทสำหรับเล่นกีฬาชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้มีผ้าเป็นแผงอยู่ตรงช่วงระหว่างขากับใต้แขน แรก ๆ ก็ใช้ชื่อว่าชุดมนุษย์นก (Birdman Suit), ชุดกระรอกบิน (Flying Squirrel Suit) แม้กระทั่งชุดค้างคาว (Bat Suit) ว่ากันไปตามลักษณะของชุดและท่าทางการบิน แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่วิงสูท (Wingsuit) และกลายเป็นเครื่องหมายการค้าตั้งแต่บัดนั้น

by

ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งการอบไอน้ำหรือที่รู้จักกันในนาม “อบซาวน่า” นั้น จะกลายมาเป็นกีฬาให้คนมาเข้าร่วมแข่งขันด้วย และนี่ก็คือหัวข้อที่กระผมนำมาเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ละครับ กติกาการแข่งขันอบซาวน่านี้ก็ง่าย ๆ คือ ใครสามารถนั่งอยู่ในห้องอบซาวน่าได้นานที่สุดเป็นผู้ชนะ โดยอุณหภูมิของห้องจะเริ่มกันที่ 110 องศาเซลเซียส และมีการเติมน้ำร้อนเข้าไปอีกทุก 30 วินาที แน่นอนว่าเมื่อมีการเติมน้ำร้อนเข้ามา อุณหภูมิภายในห้องก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยอัตโนมัติ เป็นการแข่งความอดทนที่โหดมากมายแต่กระนั้นก็ยังคงมีคนเข้าร่วมการแข่งขัน ส่วนข้อห้ามของกีฬาชนิดนี้ก็มีอยู่หลายข้อเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ห้ามทาครีม ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามถูผิวหนัง ห้ามรบกวนผู้เข้าแข่งขันคนอื่น จะต้องนั่งเฉย ๆ อยู่กับที่โดยไม่ขยับเขยื้อน ใครทนไม่ไหวจะถูกปรับแพ้ไปตามระเบียบ การแข่งขันอบซาวน่าเกิดขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1999 และสิ้นสุดลงอย่างถาวรในปี ค.ศ. 2010 เพราะผู้เข้าแข่งขันรายหนึ่งเกิดอาการช็อกจนเกิดเสียชีวิต ในขณะที่ผู้เข้าแข่งขันรายอื่นต่างก็มีอาการร่อแร่ไปตาม ๆ กันเพราะได้รับความร้อนูงเกินไปในระยะเวลานาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดการแอนตี้และโหวตแบนการแข่งขันกีฬาชนิดนี้โดยสิ้นเชิง เพราะสุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้เข้าแข่งขันมากเกินไปนั่นเอง เห็นไหมครับว่าอะไรที่มันสุดโต่งเกินไป วงการกีฬาเขาก็ไม่ได้ยอมรับไปเสียทุกอย่าง ทั้งนี้เพราะเขาคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับต้น ๆ นั่นเอง

by

เห็นหัวข้อแล้วอย่าเพิ่งบ่นอุบว่าทำไมกีฬาวิ่งวิบากถึงได้จัดอยู่ในกลุ่ม “กีฬานี้คิดได้ไง” กันไปเสียก่อนนะครับคุณผู้อ่านทั้งหลาย เพราะว่ากีฬาที่กระผมนำมาเสนอในวันนี้นั้น หาใช่การแข่งวิ่งวิบากอย่างที่เราเห็นทั่วไปไม่ เนื่องจากมีการกำหนดว่านักกีฬาที่เข้าแข่งขันจะต้องเป็นสามีภรรยากันเท่านั้น และตลอดระยะเวลาการแข่งขัน ผู้เป็นสามีจะต้องทำการแบกศรีภรรยาของตนเอาไว้ตลอดเวลา ห้ามทำหล่น ทำร่วง และห้ามวางสัมภาระของตัวเองก่อนถึงเส้นชัยโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกปรับแพ้ อ่านดูแล้วเหมือนจะง่ายใช่ไหมเล่า แต่โปรดอย่าลืมว่านี่คือการแข่งวิ่งวิบากนะครับ ดังนั้น อุปสรรคที่รอคอยให้เหล่าผู้เข้าแข่งขันเข้าไปฝ่าฟันย่อมไม่ธรรมดา การแข่งขันชนิดนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศฟินแลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1992 กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นชายได้มีโอกาสแสดงความแข็งแรงของตัวเองด้วยการแบกผู้เข้าแข่งขันฝ่ายหญิงไว้บนหลังแล้ววิ่งบุกน้ำลุยไฟไปยังเส้นชัยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งท่าทางการแบกนั้นก็จะมีหลากหลายกันไปแล้วแต่จะพลิกแพลงกัน ตั้งแต่แบกขึ้นหลังแบบเบสิก (piggyback) ที่ฝ่ายหญิงโอบคอรอบบ่า ไขว้ขารอบเอว, การอุ้มแบก (fireman’s carry) ที่ฝ่ายชายนำร่างของฝ่ายหญิงมาพาดเป็นแนวขวางบนไหล่ทั้งสองข้าง แล้วจับขาทั้งสองเอาไว้ให้แน่น แต่ท่าที่นิยมกันมากที่สุดเห็นจะเป็น Estonian-style อันเป็นท่าแบกแบบกลับหัวกับแบบเบสิก คือฝ่ายหญิงจะถูกแบกพาดไปด้านหลัง ห้อยหัวลงล่าง สองขาคร่อมคอผู้แบก ส่วนมือก็ลอดมาจับข้อพับเข่าของตัวเองเพื่อยึดร่างให้มั่นคง เสมือนเป็นเป้ใบหนึ่ง งานนี้เมียใครตัวใหญ่ก็หมดสิทธิ์ลงแข่งละครับ ไปไม่ถึงเส้นชัยแน่นอน ฟันธง!

by

ไหน ใครว่าฝรั่งกลัวเผ็ด? ลองมาดูการแข่งขันกินพริกที่นี่เสียก่อนเถอะแล้วคุณจะรู้ว่าฝรั่งที่กินเผ็ดได้น่ะมีมากมายแค่ไหน! ที่มลรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดการแข่งขันกินพริกกันอย่างคึกคักทุกปี และได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมกันล้นหลาม มีการนำเอาพริกที่ได้ชื่อว่าเผ็ดที่สุดในโลกมาให้ผู้เข้าแข่งขันได้ลิ้มลองกันสด ๆ ใครกินเผ็ดได้มากที่สุดถือเป็นผู้ชนะ ซึ่งพริกที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาจะมีทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน โดยจัดระดับความเผ็ดจากน้อยไปหามาก การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 5 รอบ ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับแจกพริกคนละเม็ด รอบละชนิด เริ่มจาก พริกคายแยน (Large Cayenne Pepper) ซึ่งเป็นพริกที่มีรสเผ็ดน้อยที่สุด ระดับความเผ็ดวัดได้เท่ากับ 500-2,500 สโกวิลล์ (Scoville = SHU) คงเทียบได้กับพริกชี้ฟ้าของบ้านเรานั่นแหละ หากคนไทยไปแข่งคงจะผ่านรอบแรกฉลุย รอบต่อ ๆ มาก็จะเพิ่มระดับความเผ็ดของพริกขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงรอบสุดท้ายจึงจะเป็นพริกที่ได้รับการยอมรับว่าโคตรเผ็ด นั่นก็คือ พริกฮาบาเนโร่สีส้ม (Orange Habanero) ซึ่งมีระดับความเผ็ดอยู่ที่ 150,000-325,000 สโกวิลล์ อันเป็นความเผ็ดที่สูงกว่าพริกขี้หนูสวนบ้านเราเสียอีก เพราะระดับความเผ็ดร้อนของพริกขี้หนูสวนจะอยู่ที่ 50,000 – 100,000 สโกวิลล์ เท่านั้นเอง อย่างไรก็แล้วแต่ ยังมีโคตรพริกที่เผ็ดดุเดือดยิ่งกว่าพริกที่นำมาแข่งขันกันอีกมากชนิด อันดับหนึ่งคงต้องยกให้

by

อันนิสัยของคนเรานั้นมักชื่นชอบการได้เห็นสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ การแข่งขันกีฬาก็เช่นกัน หากต้องดูแต่กีฬาเดิม ๆ ติดต่อกันนาน ๆ ก็อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้เพราะไม่มีอะไรแปลกใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนคิดค้นกีฬาแปลก ๆ ขึ้นมาเล่นกันเพื่อสร้างสีสันให้กับชีวิต “กีฬานี้คิดได้ไง” ในวันนี้ ขอเสนอการแข่งขันที่เรียกว่า “งับอุ้งตีนหมู” ขอรับกระผม เป็นกีฬาแปลก ๆ อีกชนิดหนึ่งที่มีการคิดค้นขึ้นมาแข่งขันกันบนโลกเบี้ยว ๆ ใบนี้ โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่มลรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1996 เป็นหนึ่งในกีฬาเพื่อการกุศล ซึ่งผู้ที่คิดค้นเกมประหลาดพรรค์นี้ขึ้นมาก็คือกลุ่มคนที่เรียกกันว่า redneck หรือก็คือบรรดาชาวไร่ทั้งหลายที่ต้องทำงานกลางแดดจัด ๆ จนต้นคอแดงจัดเพราะถูกแดดเผานั่นเอง เกมกีฬาชนิดนี้จึงต้องมีเทคนิคการคลายร้อนมาร่วมด้วยจึงจะเหมาะ และอะไรจะดับร้อนได้ดีเท่ากับน้ำเป็นไม่มีใช่ไหมละครับ คนต้นคิดก็เลยนำเอาถังปากกว้างใบใหญ่มาใส่น้ำจนเต็มแล้วหย่อนอุ้งตีนหมูลงไปหลาย ๆ อัน จากนั้นก็ให้บรรดาผู้เข้าแข่งขันมุดหัวลงไปคาบอุ้งตีนหมูขึ้นมาให้ได้มากที่สุดภายในเวลาที่กำหนด ใครทำคะแนนได้ดีที่สุดก็คือผู้ชนะ การแข่งขันชนิดนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างล้นหลามชนิดลุ้นติดขอบถัง ว่ากันว่าในการแข่งขันครั้งแรกซึ่งเป็นนัดเปิดตัวนั้น มีผู้เข้าชมถึง 5,000 คน ซึ่งนับได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามกันเลยทีเดียว

by

กีฬาต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันได้โชว์ความแข็งแรงของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งแข่ง ว่ายน้ำ เตะบอล ชู้ตบาส ชกมวย ฯลฯ วันนี้กระผมจึงถือโอกาสนำเสนอกีฬาของคนบ้าพลังขึ้นมาอีกสักอย่าง แน่นอนว่าต้องเป็นเกมการแข่งขันที่หาชมไม่ได้ทั่วไป เป็นกีฬาที่เน้นการพลังของกล้ามเนื้อแขนเช่นเดียวกับการขว้างจักร พุ่งแหลน หรือทุ่มน้ำหนักนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่ากีฬาชนิดนี้เขาจะใช้แรงเหวี่ยงเข้ามาร่วมด้วย โดยที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำการเหวี่ยงอุปกรณ์ที่กำหนดไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอุปกรณ์ที่ว่าในการแข่งขันที่กระผมนำมาให้อ่านกันก็คือ “ปลาทุน่า” ครับ! กีฬาชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1979 โดยการลงมติของคณะกรรมการที่มีหน้าที่หากิจกรรมสนุก ๆ มาเล่นในงานเทศกาลประจำปี และยังคงจัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งกิจกรรมนี้จะมีขึ้นในเดือนมกราคมของทุกปี ณ ท่าเรือลินคอร์น ประเทศออสเตรเลีย และเนื่องจากเป็นงานเทศกาลของชาวเรือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการเล่นกีฬาชนิดนี้จึงเลือกเอาที่หาได้ง่ายที่สุด จนมาลงตัวที่ปลาทูน่าขนาดประมาณ 20 ปอนด์ ที่ผ่านการแช่แข็งมาเรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนประชากรของปลาทูน่าเริ่มลดน้อยถอยลงและมีราคาสูงขึ้น จึงมีการทำปลาทูน่าปลอมขึ้นมาใช้แทน จากสถิติที่ได้ทำการบันทึกเอาไว้นั้น ปรากฎว่าแชมป์เปี้ยนฝ่ายชายคือฌอน คาร์ลิน ทำสถิติเอาไว้ที่ 37.23 เมตร เมื่อปี ค.ศ. 1998 ส่วนแชมป์เปี้ยนฝ่ายหญิงนั้นต้องยกให้บรู๊ค ครูเกอร์ ที่ทำสถิติเอาไว้ที่ 21.25 เมตร ในปี ค.ศ.

by

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบสังสรรค์กับเพื่อน ๆ โดยการล้อมวงกันดื่มเหล้าเบียร์ คุณคงไม่ปฏิเสธว่าในวงเหล้านั้นมักมีเรื่องครื้นเครงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง ระบายความอัดอั้นตันใจทั้งเรื่องงานและความรัก ตลอดไปจนถึงเรื่องเล่าต่าง ๆ นา ๆ ที่ค่อนไปทางสยองขวัญหรือสยิวกิ้วตามแต่อารมณ์ของคนเล่า กีฬาที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ก็มีต้นกำเนิดมาจากวงเหล้าเช่นกัน ดังนั้น จึงรับประกันความอึ้ง ทึ่ง เสียว ได้เป็นอย่างดีว่าจะสุดกู่เพียงใด กีฬาชนิดนี้ก็คือ สาวน้อยล่องแก่ง ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Bubble Baba Challenge จุดเด่นที่เพี้ยนหลุดโลกของการแข่งขันนี้ก็คือ แทนที่จะใช้เรือเป็นพาหนะในการแข่งขัน เขากลับนำเอาตุ๊กตายางสุดเซ็กซี่มาใช้แทน ทำให้ผืนน้ำกว้างใหญ่ในวันแข่งขันเต็มไปด้วยสีสันสุดระทึก เพราะภาพสาวสวยขาวอวบนอนระทวยอยู่ใต้ร่างนักกีฬาท่ามกลางสายน้ำหลากนั้นช่างเติมเต็มจินตนาการสุดแฟนตาซีในวงเหล้าของใครหลายคนให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้อย่างน่าดูชมกันเลยทีเดียว ซึ่งอันนี้ต้องยกนิ้วให้กับผลงานของชายชาวรัสเซี่ยน นามดิมิททรี บูลาวินอฟ ผู้ที่มุมานะทำให้ความฝันสุดบรรเจิดกลายมาเป็นความจริงที่สัมผัสได้ในที่สุดตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 โน่นแน่ะ การแข่งขันสาวน้อยล่องแก่งนี้จะจัดขึ้นทุกปี ที่แม่น้ำ Vuoksi ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าแข่งขันจะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป และผ่านการตรวจสอบระดับความเมาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าแข่งขันนั่นเอง

by

ในบรรดากีฬาสุดแปลกที่มีคนคิดค้นขึ้นมานั้น การแข่งเตะแข้ง ก็เป็นหนึ่งในเกมการแข่งขันของประเทศอังกฤษที่ได้รับความนิยมกันมายาวนานตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 โน่นเลยทีเดียว จัดเป็นเกมการต่อสู้ประเภทหนึ่งที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีความอึดและแข็งแรงเป็นอย่างยิ่งจึงจะสามารถฝ่าฟันเข้าไปสู่ตำแหน่งแชมป์เปี้ยนได้ เป็นเรื่องธรรมดาของคนบ้าพลังกลุ่มหนึ่งที่ต้องการโชว์ความสามารถของตัวเองสู่สายตาชาวโลก การเป็นนักเตะแข้งทองก็ถือว่าไม่เลวนัก ถึงแม้จะไม่ใช่สมญานามที่ได้รับจากกีฬาฟุตบอลที่สุดแสนจะยอดฮิตติดลมบน แต่ฉายานี้ก็นับเป็นหนึ่งในตองอูทุกถ้อยคำ เพราะผู้ที่คว้าตำแหน่งนี้มาครองได้ จะต้องมีหน้าแข้งที่อึด ถึก ทน เป็นเลิศ สามารถทนลูกถีบของคู่ต่อสู้ได้โดยขาไม่หักไปเสียก่อน เนื่องจากกีฬาชนิดนี้เขาจะให้ผู้เข้าแข่งขันจับคู่กับตัวต่อตัวโดยการหันหน้าเข้าหากัน ยึดบ่าฝ่ายตรงข้ามให้เหนียวแน่น จากนั้นก็ระดมเตะหน้าแข้งอีกฝ่ายไม่ยั้งจนกว่าคู่ต่อสู้จะยอมยกธง เนื่องจากในอดีต มีคนสวมรองเท้าเสริมเหล็กเพื่อล้มคู่ต่อสู้ให้เร็วที่สุด จึงมีการออกกติกาเกี่ยวกับรองเท้าที่ใช้โดยเฉพาะว่าจะต้องเป็นรองเท้าที่มีความอ่อนนุ่มพอสมควรจึงจะใช้ได้ นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ผู้เข้าแข่งขันหุ้มหน้าแข้งด้วยฟางข้าวอีกชั้นหนึ่งเพื่อลดช่วยแรงประทะ และที่ขาดไม่ได้ก็คือหน่วยปฐมพยาบาลที่มาแสตนด์บายอยู่ข้างสนามเผื่อเกิดการบาดเจ็บขึ้นมาจะได้รักษาทัน ใครที่ชอบขัดแข้งขัดขาคนอื่นน่าจะลองไปแข่งดูมั่งนะ

by

หยุดครับ หยุด! อย่าเพิ่งบ่นว่าทำไมการวิ่งแข่งถึงได้มาโผล่อยู่ใน “กีฬานี้คิดได้ไง” กับเขาด้วย บอกแล้วไงครับว่ากีฬาที่กระผมนำมาเล่าสู่กันอ่านในรอบนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นกีฬาที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน อ๊ะ! ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้าร่วมการแข่งขันจะไม่ใช่คนปกติหรอกนะครับ น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มคนที่นิยมความแปลกใหม่ที่แหวกแนวไปจากสังคมมากกว่า กีฬาวิ่งแข่งที่กำลังกล่าวถึงในเวลานี้ เป็นการแข่งวิ่งที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจะต้องสวมรองเท้าส้นสูงในการแข่งขัน ใช่ครับ! รองเท้าส้นสูง เข้าใจหรือยังครับว่าทำไมถึงได้มาโผล่อยู่ในหมวดนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่าเขามีกฎกติกายังไง การแข่งวิ่งบนรองเท้าส้นสูงนี้เป็นกีฬาที่จัดขึ้นตามเมืองใหญ่ โดยผู้เข้าร่วมการแข่งขันจะเป็นบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายที่ใช้ชีวิตอยู่รองเท้าส้นสูงเป็นกิจวัตร โดยมีการกำหนดให้รองเท้าที่ใช้ในการแข่งขัน มีความสูงอย่างน้อย 7 เซนติเมตร หรือ 2.8 นิ้ว ส่วนการแต่งกายก็ตามสะดวก จะนุ่งมินิสเกิร์ต กางเกงขาสั้น ขายาว ยังไงก็ได้ทั้งนั้น โดยระยะทางที่ใช้แข่งจะอยู่ที่ 80 เมตร หรือ 260 ฟุต ใครเข้าเส้นชัยได้ก่อนถือเป็นผู้ชนะ เรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันของสาวชาวเมืองอย่างแท้จริง และได้รับความนิยมไปทั่วโลกเลยทีเดียว ดูได้จากเมืองต่าง ๆ ที่มีการจัดการแข่งขันวิ่งรองเท้าส้นสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองแฟชั่นอย่างปารีส ในประเทศฝรั่งเศส เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย กระทั่งกรุงมอสโคว์หรืออัมสเตอร์ดัมในประเทศรัสเซียก็ยังนิยมการแข่งขันชนิดนี้กับเขาเหมือนกัน

by

พูดถึงเครื่องดื่มมึนเมาแล้วหลายคนคงนึกเปรี้ยวปากขึ้นมาครามครันสินะครับ แต่วันนี้กระผมไม่ได้มาชวนคุณผู้อ่านไปดื่มเหล้ากันนะบอกไว้ก่อน เราจะมาคุยกันถึง “กีฬานี้คิดได้ไง” ต่างหาก แน่นอนว่าตัวชูโรงของการแข่งขันในคราวนี้ก็คือเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า ‘เบียร์’ นั่นเอง หากเป็นการแข่งขันดื่มเบียร์กันแบบทั่วไปกระผมคงไม่หยิบยกขึ้นมากล่าวถึงให้เสียเวลา เพราะฉะนั้นมาดูกันดีกว่าว่าจุดเด่นของการแข่งดื่มเบียร์ของที่นี่คืออะไร ต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้อยู่ที่สาธารณรัฐเชกโน่น ผู้ที่เข้าแข่งขันดวดเบียร์พิสดารจะต้องเอาหัวยันพื้นก่อนถึงจะดื่มเบียร์ลงไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่อ้วกแตกออกมาเสียก่อน ผู้ที่สามารถดื่มได้เยอะที่สุดจึงถือเป็นผู้ชนะการแข่งขัน ลำพังแค่แข่งดื่มเบียร์ด้วยวิธีการธรรมดาก็แทบแย่แล้ว นี่ต้องมากลับหัวกลับหางดื่มคงเป็นอะไรที่สุด ๆ ไปเลยจริงหรือเปล่าครับ แต่ถึงจะพิสดารเพียงใดก็ยังมีผู้กล้าออกมาท้าแข่งกันจำนวนไม่น้อยเลย เมื่อนับจำนวนครั้งที่ทำการจัดการแข่งขันครั้งแรกจนถึงปี ค.ศ. 2014 แล้ว ทั้งหมดก็ 41 ครั้งพอดิบพอดี กว่าจะถึงปัจจุบันที่คุณผู้อ่านกำลังนั่งอ่านบทความนี้ก็ไม่รู้สถิติการจัดงานจะพุ่งไปถึงไหนแล้ว ตบท้ายกันด้วยเคล็ดไม่ลับในการดื่มเบียร์กลับหัว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ว่าคุณจะกินอาหารหรือดื่มน้ำในท่าไหน อาหารและเครื่อมดื่มที่คุณกินเข้าไปก็จะยังคงถูกส่งไปถึงกระเพาะอาหารอยู่ดี เพียงแต่จำเอาไว้ว่า “อย่ากินเร็วเกินไป” เท่านั้นเอง

by

วันนี้ขอนำเสนอกีฬาเอ็กซ์ตรีม (Extreme Sport) ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในหมู่วัยรุ่นเสียหน่อยนะครับ นั่นก็คือ ฟรีรันนิ่ง (Freerunning) หลักง่าย ๆ ของกีฬาชนิดนี้ก็คือนักกีฬาจะต้องทำการวิ่งหรือเคลื่อนไหวร่างกายไปเรื่อย ๆ ชนิดที่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วยก็ต้องเดินหน้าต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง เมื่อพบสิ่งกีดขวาง ผู้เล่นจะต้องรีบตัดสินใจว่าจะกระโดดข้าม ปีน หรือหลบหลีกไปทางอื่นอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้การเคลื่อนไหวขาดตอน ดังนั้น กีฬาฟรีรันนิ่งหรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ปากัวร์ (Pakour) จึงจัดเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยทักษะต่าง ๆ มากพอดู ที่สำคัญก็คือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความแคล่วคล่องว่องไวของร่างกาย และไหวพริบของนักกีฬา สถานที่จัดการแข่งขันหรือที่ซึ่งผู้เล่นมักไปรวมตัวกันส่วนมากแล้วจะเป็นเขตชุมชนที่มีพื้นที่ให้แสดงความสามารถเยอะ ๆ ยกตัวอย่างเช่น สวนสาธารณะ ที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างหลากประเภท เช่น บันได พื้นที่ต่างระดับ พวกที่ชอบอันตรายและการท้าทายมากหน่อย ก็อาจขึ้นไปเล่นบนดาดฟ้าของตึกสูง ๆ กระโดดข้ามช่องว่างระหว่างตึก กระโดดข้ามหลังคาชาวบ้าน ห้อยโหนราวกับลิงค่างชวนให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกหวาดเสียวไปตาม ๆ กัน แต่ก็นั่นแหละ อันตรายคือเสน่ห์เกินห้ามใจของกีฬาเอ็กซ์ตรีมล่ะ นอกจากนี้ ฟรีรันนิ่งยังให้คะแนนกับท่วงท่าที่สวยงามของนักกีฬาอีกด้วย ดังนั้น คนที่สักแต่ว่ากระโดดโลดเต้นไปตามใจชอบจึงมักได้คะแนนน้อยกว่าผู้ที่มีลูกล่อลูกชน เช่นทำทีว่าจะกระโดดไปทางซ้าย แต่กลับเปลี่ยนเป้าหมายไปอีกทางแบบกระทันหัน เป็นต้น ซึ่งการจะทำอย่างที่ว่าได้ต้องอาศัยการฝึกที่หนักหน่วงไม่น้อย แต่หากใจสู้เสียอย่าง ไม่ว่าอะไรก็ไม่สามารถขวางทางพวกเขาได้จริง ๆ

by

และแล้วก็มาถึงกีฬาเอ็กซ์ตรีม (Extreme Sport) สุดท้าทายสำหรับคนที่ชื่นชอบความสูงแบบเสียว ๆ กันแล้วนะครับ เพราะวันนี้ผู้เขียนจะนำท่านทั้งหลายไปทำความรู้จักกับกีฬากระโดดร่มบนพื้นดินที่เรียกกันว่า เบสจั๊มพ์ปิ้ง (BASE Jumping) กันครับ ใครกลัวความสูงก็ตามมาห่าง ๆ ก่อนประเดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไปจะยุ่ง ที่เหลือตามมากันเลยครับ ความแตกต่างของกีฬาเบสจั๊มพ์ปิ้งกับการกระโดดร่มก็คือ อย่างหลังนี่เราจะกระโดดลงมาจากกลางอากาศโดยมีพาหนะที่สามารถบินได้พาขึ้นไป เช่น เฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบิน แต่กับเบสจั๊มพ์ปิ้งนั้น ผู้เล่นจะต้องทำการกระโดดจากที่สูงลงไปสู่ด้านล่าง เช่น กระโดดจากตึกหรืออาคารที่มีความสูงจากพื้นดินมาก ๆ กระโดดจากสะพานแขวนหรือสะพานลอย กระโดดจากหน้าผาที่สูงชัน หรือสถานที่อื่น ๆ แล้วแต่ไอเดียจะบังเกิดนั่นเอง ส่วนทำไมกีฬาชนิดนี้ถึงจัดอยู่ในกีฬาเอ็กซ์ตรีมน่ะหรือครับ ลองนึกภาพการกระโดดบันจี้จัมพ์แบบไม่มีเชือกเอาไว้ก็แล้วกัน ว่าความเสียวและความเสี่ยงของกีฬาชนิดนี้มันอยู่ในระดับไหน แหม นึกภาพแล้วใจมันหวิว ๆ ชอบกล! หากคุณคิดว่าเบสจั๊มพ์ปิ้งยังไม่สะใจพอ ขอนำเสนอกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คลิฟจั๊มพ์ปิ้ง (Cliff Jumping) มาให้ทัศนากันครับ ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการกระโดดหน้าผา ดังนั้นโลเกชั่นของการเล่นกีฬาดังกล่าวจึงหนีไม่พ้นหน้าผาทั้งหลายแหล่ ที่นิยมกันมากที่สุดเห็นจะเป็นหน้าผาที่มีพื้นที่ติดชายทะเลหรือแม่น้ำ เพื่อสะดวกแก่การร่อนลงน้ำนั่นเอง นี่ก็คือจุดแตกต่างระหว่างเบสจั๊มพ์ปิ้งกับคลิฟจั๊มพ์ปิ้ง เพราะกีฬาอย่างแรกน่ะเน้นการร่อนลงบนพื้นดินโดยใช้ร่มชูชีพช่วย แต่อย่างหลังนี่ลงน้ำลูกเดียวโดยปราศจากร่มชูชีพจ้า สะใจพอมั้ย?

by

กีฬาที่อัดแน่นไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจย่อมแฝงไว้ซึ่งอันตรายถึงชีวิต วันนี้ผู้เขียนขอเชิญชวนท่านทั้งหลายก้าวเข้ามาสัมผัสกีฬาเอ็กซ์ตรีม (Extreme Sport) กันบ้างเพื่อเป็นการเปลี่ยนรสชาติจากกีฬาทั่วไปที่เห็นหรือเล่นกันจนชาชิน กีฬาชนิดแรกที่นำมาเสนอในวันนี้ก็คือ การแข่งจักรยาน BMX ซึ่งหลายคนคุ้นเคยกันดี เพราะเคยปั่นเล่นมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก ไม่น่าเชื่อใช่ไหมละครับว่าเจ้า BMX นี่จะจัดอยู่ในประเภทของกีฬาเอ็กซ์ตรีมกับเขาด้วย มาทำความรู้จักกับการแข่งขัน BMX ให้ลึกซึ้งกว่าเดิมสักนิดกันดีกว่าครับ การแข่งขัน BMX มีทั้งการแข่งขันด้านความเร็วและแบบฟรีสไตล์ แต่สิ่งสำคัญคือผู้เข้าร่วมแข่งขันจะต้องมีทักษะในการทรงตัวค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องบังคับทิศทางให้เป็นไปตามความต้องการในขณะที่ปั่นจักรยานบนลู่แข่งด้วยความเร็วสูง ซึ่งโดยมากแล้วสนามแข่งจะถูกจัดให้มีระดับสูงต่ำหรือขรุขระต่างจากพื้นผิวถนนทั่วไป อย่างที่เรารู้กันในนามของการแข่งวิบากนั่นแหละครับ ดังนั้น ในบางจุดจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการกระโดด ซึ่งถ้าใครใจไม่ถึงหรือมีความสามารถไม่เพียงพอละก็ย่อมไม่สามารถฝ่าด่านไปได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากเกิดพลาดพลั้งขึ้นมาระหว่างการแข่งขันละก็ อาจบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิตเอาได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว ดังนั้นการสวมใส่อุปกรณ์การป้องกันตัวจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย จุดเริ่มต้นของการแข่ง BMX นี้อยู่ที่ทางใต้ของแคลิฟอเนียตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 มีการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เข้าแข่งด้วยเพียงแต่สนามแข่งจะเป็นแบบพื้นเรียบเพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าแข่งขัน